Google+

มาดูแลสุขภาพสายตาก่อนเสื่อม 

ปัญหาสายตา ที่เกิดจากเนื้อเยื่อของตาเสื่อมตามธรรมชาติ เช่น วุ้นในตาเสื่อม สายตายาว ต้อกระจก ต้อหิน ม่านตาอักเสบ จอประสาทตาเสื่อม และเกิดจากอาการแพ้ภูมิตัวเอง เช่น เบาหวานขึ้นตา  พังผืดที่ตา นักภูมิคุ้มกันวิทยาพบว่า อาการเหล่านี้ เกิดขึ้นจากการสร้างสารจากเม็ดเลือดขาวที่ก่อการอักเสบ (Proinflammatory cytokines)  มากเกินไป เช่น  IL-1 beta , IL-6, IL-17 , TNF-alpha และ IFN-grmma

ยกตัวอย่างอาการโรควุ้นตาเสื่อม คุณเคยสังเกตไหม ทำไมจึงมองเห็นเงาดำคล้ายหยากไย่หรือยุงบินไปมา แต่พอพยายามจ้องมองแล้วมันกลับลอยหายไปอย่างรวดเร็ว มักมองเห็นชัดเจนขึ้นเวลามองไปบนท้องฟ้าหรือพื้นผนังสีขาว หรือบางครั้งเห็นแสงไฟวาบขึ้นมาในตาทั้งๆที่อยู่ในที่มืด หลายคนคงเคยมีประสบการณ์นี้ และเกิดความวิตกกังวลว่ามันคืออะไร อันตรายไหม จะทำให้ตาบอดหรือไม่ อาการเหล่านี้เกิดจากภาวะที่เรียกว่า วุ้นตาเสื่อม (Vitreous degeneration)

อาการวุ้นตาเสื่อม ภัยเงียบใกล้ตัว 

โดยปกติ ลูกตาเราจะมีวุ้นตา (vitreous) อยู่ภายในช่องตาส่วนหลังเพื่อคงรูปร่างของลูกตา ตั้งแต่เกิดวุ้นตาจะมีลักษณะเป็นเจลหนืด ใส ยึดติดกับจอตาที่บุอยู่ภายในลูกตาโดยรอบ ซึ่ง 99% ของวุ้นตาเป็นน้ำ ส่วนที่เหลือประกอบด้วยโปรตีน เส้นใย เช่น คอลลาเจน กรดไฮยาลูโรนิก และสารเกลือแร่ต่างๆ เมื่อเข้าสู่วัยกลางคนหรืออาจจะเร็วขึ้นในบางภาวะ วุ้นตาจะเสื่อมตัวกลายสภาพเป็นน้ำ เส้นใยไฟเบอร์ขนาดเล็กในตาจะหดจับกันเป็นก้อนตะกอนขุ่น และวุ้นตาจะลอกออกจากผิวจอตา ทำให้เห็นเป็นเงาดำ อาจเป็นจุดเล็กๆ เส้นๆ หรืออาจเป็นวงๆลอยไปมาในตา เรียกภาวะนี้ว่า posterior vitreous detachment (PVD) ซึ่งเกิดจากการหลุดลอกของวุ้นตาที่เกาะอยู่เป็นวงรอบขั้วประสาทตา

ขณะที่วุ้นตาลอกตัวจากจอตา อาจมีการดึงรั้งของวุ้นตาที่จอตาบางบริเวณที่ยึดติดแน่น ทำให้เกิดการฉีกขาดที่จอตา พบได้ 10-20% ของผู้ป่วยที่มีวุ้นตาเสื่อม ซึ่งมักทำให้มีอาการเห็นแสงไฟวาบขึ้นในตา โดยจะเห็นชัดเจนในที่มืด หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาจะนำไปสู่ภาวะจอตาหลุดลอก (retinal detachment) และสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้

วุ้นตาเสื่อมเกิดจากอะไร

วุ้นตาเสื่อมอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่

  • ภาวะความเสื่อมตามวัย ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด
  • การอักเสบในวุ้นตาและจอตา (intermediate and posterior uveitis) ซึ่งอาจเกิดจากการอักเสบจากภาวะภูมิคุ้มกันของร่างกาย การติดเชื้อ หรือภาวะทางกายอื่นๆ เช่น มะเร็ง
  • ภาวะเลือดออกในน้ำวุ้นตา จากอุบัติเหตุหรือโรคที่ทำให้มีความผิดปกติของหลอดเลือด

ปัจจัยเสี่ยงคืออะไร

  • อายุเกิน 50 ปี
  • สายตาสั้น
  • เคยมีอุบัติเหตุที่ตา
  • ภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดต้อกระจก
  • เบาหวานขึ้นจอตา
  • การอักเสบในตา

ทำอย่างไรเมื่อมีวุ้นตาเสื่อม

แม้ว่าโดยส่วนใหญ่วุ้นตาเสื่อมมักเกิดจากความเสื่อมตามวัย อย่างไรก็ตามเมื่อเริ่มสังเกตเห็นอาการผิดปกติดังกล่าวข้างต้น ควรพบจักษุแพทย์เพื่อวินิจฉัย หาสาเหตุอื่นๆที่อาจเกี่ยวข้อง และรับการรักษาที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีอาการดังนี้ คือ เห็นเงาดำจุดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นแสงวาบในตา หรือเห็นเงาคล้ายม่านบังตาบางส่วน ควรรีบพบจักษุแพทโดยเร่งด่วน

ควรเตรียมตัวอย่างไรเมื่อมาพบแพทย์

ผู้ที่มีอาการของวุ้นตาเสื่อม จำเป็นต้องได้รับการตรวจวุ้นตาและจอตา โดยแพทย์จะทำการตรวจตาส่วนหน้าก่อน หลังจากนั้นจะหยอดยาขยายรูม่านตาเพื่อที่จะสามารถตรวจดูจอตาและวุ้นตาได้อย่างละเอียด ซึ่งหลังจากหยอดยาขยายรูม่านตาแล้ว จะทำให้ตาพร่ามัว สู้แสงไม่ได้ และใช้สายตาในระยะใกล้ไม่ได้ เป็นเวลาประมาณ 4-6 ชั่วโมง โดยอาจจะไม่ปลอดภัยหากต้องขับรถเอง และควรเตรียมแว่นกันแดดเพื่อช่วยลดอาการตาสู้แสงไม่ได้

วุ้นตาเสื่อมรักษาอย่างไร

  1. โดยมากวุ้นตาเสื่อมไม่จำเป็นต้องรักษา การเห็นเงาดำลอยไปมาในตาอาจก่อให้เกิดความรำคาญ แต่จะไม่ทำให้เกิดอันตรายใดๆ ซึ่งโดยทั่วไปจะสามารถปรับตัวได้ และเงาดำหรือแสงวาบจะค่อยๆลดลงและหายไปในที่สุด
  2. กรณีที่พบการฉีกขาดของจอตาร่วมด้วย ต้องได้รับการรักษาด้วยแสงเลเซอร์หรือการจี้ความเย็น เพื่อปิดรอยฉีกขาดและป้องกันการเกิดจอตาหลุดลอกตามมา
  3. รักษาโรคทางตาอื่นๆที่เป็นสาเหตุ

       

    ขอขอบคุณ: บทความสุขภาพตา โดย พญ.วีรยา พิมลรัฐ

     

 

ปรึกษา คลิ๊ก! ที่นี่

 

 

อาการจอประสาทตาเสื่อม

       อาการนี้เกิดจากมีสารสีเหลืองที่ประกอบด้วยไขมัน และโปรตีนเกาะอยู่ใต้จอประสาทตา หากมีน้อยจะไม่มีปัญหา หากมีมากและเป็นวงกว้างขึ้นจะทำให้มองภาพไม่ชัดและเมื่อมีการรวมตัวกันของสารเหล่านี้มาก ก็จะทำให้จอประสาทตาเสื่อมมากขึ้นตามไปด้วย 

       อาการจอประสาทตาเสื่อมที่เกิดขึ้นมี 2 ประเภท คือ ชนิดแห้งที่ไม่มีเลือดรั่วหรือไหลออกจากเส้นเลือดหลังจอประสาทตา (Dry Age-related Macular Degeneration) และ ชนิดเปียก(Wet Age-related Macular Degeneration) ที่มีเลือดไหลออกจากเส้นเลือดหลังจอประสาทตา แล้วทำให้ตาบอด

       นักวิจัยในอังกฤษและอเมริกา พบว่า Interleukin18 (IL-18) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกัน สามารถใช้เป็นยาฉีดเข้าเส้นเพื่อระงับและหยุดการไหลออกของเลือดจากเส้นเลือดหลังจอประสาทตาเสื่อม ป้องกันตาบอดได้ 

อ้างอิงจาก : Science Translational Medicine 02 Apr 2014

Visitors: 60,151