Google+

โรคหลอดเลือดในสมองอันตรายอย่างไร

โดย: benz [IP: 171.100.18.xxx]
เมื่อ: 2016-03-20 12:07:33
โรคหลอดเลือดสมอง



ภาวะสมองขาดเลือดคืออะไร

ภาวะสมองขาดเลือดถือว่าเป็นหนึ่งในโรคสำคัญที่พบได้บ่อยในสังคมเราอย่างมาก และกลายเป็นปัญหาหนักต่อตัวผู้ป่วยเอง ต่อครอบครัวของผู้ป่วย รวมทั้งต่อสังคมโดยทั่วไปด้วย โรคนี้จะทำให้เกิดอาการอัมพาตเฉียบพลัน ผู้ป่วยอาจสูญเสียความสามารถในการพูดและหรือการมองเห็น ภาวะสมองขาดเลือดมีสาเหตุจากการที่ร่างกายไม่สามารถลำเลียงเลือดไปเลี้ยงสมองได้ตามปกติ เนื่องจากเกิดการอุดตันของเส้นเลือด ส่งผลให้ออกซิเจนและสารอาหารอื่นไม่สามารถขึ้นไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอนั้นเอง หลังจากนั้นเซลล์สมองก็จะตายในเวลาเพียงสั้นๆนอกจากนี้แล้ว ภาวะสมองขาดเลือดอาจเกิดขึ้นจากการมีเลือดออกในสมองเนื่องจากภาวะหลอดเลือดแตก ซึ่งอัตราการเกิดขึ้นของกรณีนี้มีประมาณ 12% ของภาวะสมองขาดเลือดทั้งหมด



ต่อไปมาดูความรุนแรงของโรคนี้ ว่ารุนแรงแค่ไหน



ความรุนแรงของภาวะสมองขาดเลือดจะมากหรือน้อยเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเนื้อเยื่อสมองที่ถูกทำลายไป โดยธรรมชาติแล้วสมองด้านซ้ายจะควบคุมการทำงานของอวัยวะซีกขวาและการพูดการสื่อสาร โดยสมองด้านขวาควบคุมการทำงานของร่างกายซีกซ้าย



โรคหลอดเลือดสมองตีบ



หรือโรคสมองขาดเลือดหรือที่นิยมเรียกกันว่า Stroke ในทางการแพทย์มักจะเรียกกันว่า CVD "Cerobrovascular disease "โรคหลอดเลือดสมองทำให้เกิดอัมพฤกษ์อัมพาต (แขนและขาอ่อนแรงครึ่งซีก) มีปัญหาทางด้านความคิด สูญเสียความทรงจำ มีปัญหาทางด้านการพูด อารมณ์แปรปรวน การเกิดภาวะสมองขาดเลือดเป็นประสบการณ์ที่ร้ายแรงมากถึงมากที่สุดของโรคนี้ ภาวะสมองขาดเลือดที่มีเนื้อสมองตาย มักเกิดจากการขาดเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่ปกติ โดยทั่วไปเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดแดงในสมองหรือหลอดเลือดแดงคาโรติด ซึ่งเป็นหลอดเลือดแดงบริเวณคอที่นำเลือดไปเลี้ยงบริเวณสมอง ภาวะสมองขาดเลือดนี้มักเกิดจากหลอดเลือดสมองตีบ ( Ischemic stroke) หรือภาวะหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic stroke) ซึ่งมักเกิดจากการที่ผนังหลอดเลือดแตกทำให้มีเลือดคั่งในเนื้อสมอง หลอดเลือดสมองตีบ



ประมาณ 1ใน 3 ของผู้ป่วย มักมีอาการของภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว นำมาก่อน ลักษณะดังกล่าวมักเป็นเวลาสั้น ๆ เกิดขึ้นเมื่อเลือด และออกซิเจนไหลเวียนลดลงชั่วคราว ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว หรือเรียกว่าTransient ischemic attack มีอาการเกิดขึ้นตั้งแต่ 2 – 3 นาทีถึงเป็นชั่วโมง เป็นสัญญาณเตือน บอกถึงความเสี่ยงในการเกิด ภาวะสมองขาดเลือดเพิ่มขึ้นในอนาคตได้ครับ คนไทยเรียก โรคอัมพาต แต่ถ้าผู้ป่วยรายใดมีอาการไม่รุนแรงมากนัก ยังพอขยับได้เรียก โรคอัมพฤกษ์ ซึ่งจะต้องมี 3 ภาวะกล่าวคือ



ภาวะนี้จะต้องเกิดจากความผิดปกติ ของหลอดเลือดสมอง

จากเหตุในข้อ 1 มีผลทำให้สมองบางส่วนสูญเสียหน้าที่การทำงาน เช่นพูดไม่ได้ อ่อนแรง

ระยะเวลาที่เป็นต้องเกิน24 ชั่วโมง

โรคอัมพาตเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนจะต้องทราบเกี่ยวกับโรคนี้ หลายท่านคงไม่ทราบว่าโรคนี้สามารถป้องกันได้ หลายท่านคงไม่ทราบว่าตัวเอง คุณพ่อ คุณแม่ ตลอดจนคนรู้จักหรือญาติมิตรมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ หากท่านทราบและปฏิบัติตัวได้อย่างเหมาะสม ก็สามารถป้องกันโรคนี้ได้ ดังนั้นจึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรค และยังไม่พยายามที่จะลดความเสี่ยงเหล่านั้นได้ทราบถึงอันตรายและผลที่จะเกิดหากท่าเป็นโรคอัมพาต



หลายท่านยังมีความเข้าใจผิดว่าโรคอัมพาตรักษาไม่ได้ อัมพาตป้องกันไม่ได้อัมพาตเป็นเฉพาะผู้สูงอายุ ทั้งหมดเป็นความเข้าใจผิดๆครับ อัมพาตสามารถป้องกันได้ อัมพาตสามารถเป็นได้กับผู้ป่วยทุกอายุและสามารถรักษาได้



การรักษาโรคอัมพาตให้ได้ผลผู้ป่วยต้องรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุด ท่านผู้อ่านต้องรู้ถึงสัญญาณอันตรายของโรคอัมพาตที่กล่าวไปข้างต้นนะครับ เพื่อสุขภาพที่ดีของท่านเอง

เวียนศีรษะ Dizziness



หลายท่านคงเคยเป็นโรคเวียนศีรษะกันนะครับ ผู้ป่วยมักจะมีชื่อเรียกต่างๆกันดังนี้ มึนศีรษะ งงศีรษะ บ้านหมุน หนักศีรษะ เป็นลม จะเห็นว่าเป็นปัญหาในการสื่อสารกับแพทย์เป็นอันมากเลยล่ะครับ

จนหมอก็งงไปด้วย การที่จะวินิจฉัยโรคได้นั้นแพทย์จะต้องได้ประวัติที่ดี บทความนี้จะยกสาเหตุของอาการเวียนศีรษะที่พบบ่อย เพื่อที่ท่านสามารถจะสื่อสารกับแพทย์ได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าภาวะนี้จะพบบ่อยแต่ส่วนใหญ่มักจะไม่ร้ายแรง สาเหตุที่พบได้บ่อยคือ จากหูชั้นใน และจากระบบความดันโลหิต



การวินิจฉัยของโรคเวียนศีรษะ



เมื่อท่านไปพบแพทย์ด้วยอาการเวียนศีรษะแพทย์จะถามหลายคำถามและท่านต้องตอบให้ตรงคำถามเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องด้วยนะครับ



ลักษณะของอาการเวียนศีรษะ

อาการเวียนศีรษะเกิดเมื่อมีการเปลี่ยนท่าเช่นการหันหน้า นั่งไปนอน หรือจากนอนไปท่านั่งเป็นต้น



ความรุนแรงของอาการเวียนศีรษะขึ้นอยู่กับ

1.สิ่งแวดล้อมรอบตัวหมุนหรือไม่

2.ระยะเวลาที่เกิดอาการ

3.ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการ

4.ปัจจัยที่ทำให้หาย

5.เป็นแต่ละครั้งนานแค่ไหน

6.หลังจากเวียนศีรษะมีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่

7.เป็นบ่อยแค่ไหน

8.อาการที่เกิดร่วมกับอาการเวียนศีรษะ

มีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วยหรือไม่

9.มีอาการเครียดด้วยหรือไม่

10.มีอาการหน้ามืดเป็นลมหมดสติร่วมด้วยหรือไม่

11.มีเสียงดังในหูหรือไม่

12.มีอาการอื่นๆร่วมด้วยหรือไม่

13.ท่านเป็นเวียนศีรษะประเภทไหน



การจะวินิจฉัยและรักษาจะต้องทราบก่อนว่าอาการเวียนศีรษะที่ท่านเป็นอยู่เป็นชนิดไหน ซึ่งแบ่งเป็นชนิดใหญ่ๆได้ 4 ชนิด มีดังนี้



อาการเวียนศีรษะแบบบ้านหมุนvertigo เป็นอาการที่สิ่งแวดล้อมรอบตัวหมุน การเปลี่ยนท่า เช่นหันหน้าหรือการเปลี่ยนจากนอนเป็นนั่งจะทำให้เกิดอาการหมุนๆ ผู้ป่วยมักจะนอนหลับตา หากลืมตาบ้านจะหมุนทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน สาเหตุเกิดจากโรคของหูชั้นใน โรคที่เป็นสาเหตุได้แก่

Benign paroxysmal positional vertigo (BPPV)เมื่อท่านหันศีรษะหรือพลิกตัวจะทำให้ท่านเวียนศีรษะบ้านหมุนเกิดจากโรคหูชั้นในที่เป็นสาเหตุ

Vestibular neuronitis (labyrinthitis) เกิดจาการอักเสบของหูชั้นในจากเชื้อไวรัส

Meniere's disease เกิดจากน้ำเลี้ยงในหูชั้นในเพิ่มขึ้น

Acoustic neuroma เกิดจากเนื้องอกกดเส้นประสาท

Medications ยาหลายชนิดทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะเช่น Aspirin, streptomycin, gentamicin, caffeine, alcohol และยาโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ

อาการหน้ามืดเป็นลม Fainting มักเกิดขณะนั่งหรือนอนแล้วลุกขึ้นยืนผู้ป่วยจะรู้สึกเป็นลม หน้ามืด มีอาการใจสั่น เหงื่อออกมาก หน้าซีดเหลือง ต้องนอนหรือนั่งจึงจะดีขึ้นที่สำคัญคือจะไม่หมดสติ บางรายมีคลื่นไส้ สาเหตุมาจาก

ความดันโลหิตต่ำ เมื่อท่านลุกขึ้นยืนเลือดจะไหลไปที่เท้าเนื่องจากแรงโน้มถ่วง ร่างกายจะปรับตัวโดยการบีบตัวของหลอดเลือดดำเพื่อให้เลือดกลับไปที่หัวใจเพิ่มนอกจากนั้นหัวใจจะเต้นเร็วขึ้น การปรับตัวทั้งสองเป็นการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ ผู้ป่วยที่มีภาวะนี้อาจจะเกิดจากยาลดความดันโลหิต การเจ็บป่วยทำให้ได้รับน้ำไม่พอนั้นเอง ส่วนผู้ป่วยขาดน้ำอย่างรุนแรงเช่นท้องร่วงหรืออาเจียนนั้น หัวใจจะเต้นเร็วไปหรือช้าไป โรคของระบบประสาทอัตโนมัติเช่นโรคเบาหวาน ผู้ป่วยที่นอนนานๆ ผู้ป่วยเหล่านี้จะมีภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอชั่วคราวทำให้เกิดอาการหน้ามืด

เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอจากโรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคหัวใจวาย หัวใจเต้นผิดจังหวะ

ผู้ป่วยที่มีอาการหนักศีรษะมึนๆ ผู้ป่วยรู้สึกมึนในศีรษะสาเหตุที่พบบ่อยได้แก่



โรคหูชั้นใน

โรคเครียด

เวียนศีรษะแบบเดินเซทรงตัวไม่ได้ ผู้ป่วยจะมีอาการทรงตัวไม่ได้เวลาเดิน โรคที่เป็นสาเหตุได้แก่

โรคหูชั้นใน

โรคของระบบประสาท

ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเสื่อมและกล้ามเนื้ออ่อนแรงทำให้ทรงตัวลำบาก

จากยา เช่นยานอนหลับ ยากันชัก



อาการเวียนศีรษะที่ต้องปรึกษาแพทย์



เวียนศีรษะร่วมกับอาการหมดสติ

ตามัว

หูหนวก

พูดลำบาก

อ่อนแรงแขนขา

ชาแขนขา

เวียนศีรษะบ้านหมุน

เวียนศีรษะจนทำงานประจำไม่ได้

หากสงสัยว่าเกิดจากยาควรปรึกษาแพทย์

หากมีอาการมึนๆมากกว่า 3 สัปดาห์

มีอาการอื่นร่วมเช่น แน่นหน้าอก หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย

อาการเหล่านี้อาจจะเป็นอาการเตือนของเนื้องอกในสมอง เส้นเลือดในสมองตีบ



การดูแลตัวเองเบื้องต้น



นอนพักจนอาการเริ่มดีขึ้น

อย่าเปลี่ยนท่าอย่างกระทันหัน

หันศีรษะช้าๆ

หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองลดลงเช่นเกลือ ยาบางชนิด

หลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นเช่น ความเครียด ภูมิแพ้

หลีกเลี่ยงพฤติกรรมบางอย่างเช่นการขับยานพาหนะ การปีนบันได

หลีกเลี่ยงการอ่านหนังสือขณะอยู่ในยานพาหนะเพราะอาจจะทำให้เกิดเมารถ เมาเรือ

หลีกเลี่ยงกลิ่นฉุน


ชื่อผู้ตอบ:

Visitors: 85,357